ข้อต่อเหล็กข้ออ้อย Coupler : ONE BAR คืออะไร

(1/1)

USS Submarine:
ข้อต่อเหล็กข้ออ้อย Coupler : ONE BAR คืออะไร

ข้อต่อเหล็กข้ออ้อย (Coupler)

การต่อเหล็กเส้นในงานโครงสร้างจะใช้วิธีทาบเหล็ก โดยมีระยะทาบที่ 40D หรือ 50D และใช้ลวดมัดหรือเชื่อมติดกัน ถ้าในโครงสร้างมีการเสริมเหล็กจำนวนมาก วิธีการทาบก็ทำให้เหล็กเสริมในโครงสร้างที่จุดต่อแน่นมากขึ้น ทำให้พื้นที่หน้าตัดคอนกรีต ลดน้อยลง การเทคอนกรีตก็จะลำบากมากขึ้นเพราะว่าเหล็กเสริมที่จะต่อแน่นมากขึ้น การเชื่อมเหล็กให้ติดกันด้วยความร้อนก็จะทำให้กำลังของเหล็กเสริมที่จุดต่อน้อยลง

ปัญหาต่างๆ ที่กล่าวมานั้นแก้ไขได้โดยวิธีการต่อเหล็กแบบเข้าเกลียว (Coupler) การต่อเหล็กแบบเข้าเกลียวนั้นเป็นการต่อชนกันเหมือน เป็นเหล็กเส้นเดียวกัน ไม่มีระยะทาบให้เสียเศษเหล็ก เพิ่มพื้นที่เทคอนกรีตที่จุดต่อ ทำให้หน้าตัดคอนกรีตที่จุดต่อเท่ากับการเสริมเหล็กปกติไม่มีการเคลื่อนตัว (Sliper) ของเหล็กเสริมที่จุดต่อจนเป็นสาเหตุทำให้คอนกรีตแตกร้าว เมื่อมีแรงสั่นสะเทือนมากระทำกับโครงสร้าง

1. Standard Coupler เป็นการต่อเข้าเกลียวปกติ ที่มีการทำเกลียวให้เอียง 3 องศา ทำให้ยิ่งเข้าเกียวยิ่งแน่นและไม่มี Sliper
2. Redrew Coupler เป็นการต่อเข้าเกลียวปกติ ที่มีการทำเกลียวให้เอียง 3 องศา โดยจะเป็นการลดขนาด เช่น DB32 เป็น DB28
3. Welding Coupler เป็นการทำให้ Coupler เกลียวตรง ติดกับเหล็กเส้น เพื่อใช้กับงานที่ไม่ต้องการหมุนเหล็กเส้นเวลาต่อเหล็ก
4. Cold Press Coupler เป็นการบีบ  Coupler ให้แนบติดกับเหล็กเส้น โดยจะไม่มีเกลียว


ONE BAR คืออะไร


          ONE BAR  เป็นเหล็กเส้นมาตรฐาน มอก. เกรด SD40 , SD50  ที่สามารถใช้ในงานก่อสร้างอาคารคอนกรีตเสริมเหล็กทั่วไป แต่ได้มีการพัฒนารูปร่างโดยบั้งข้ออ้อยให้มีลักษณะเป็นเกลียวและสามารถใส่ Coupler หมุนผ่านได้ตลอดทั้งเส้น

          เนื่องจากประเทศไทยไม่ว่าจะเป็นอาคารหรืองานสาธารณปโภค การก่อสร้างจะต้องใช้เหล็กเสริมแรงเป็นตัวยึดคอนกรีต โดยจะต้องมีการตัดและต่อเหล็กอยู่เป็นจำนวนมาก ในอดีตการต่อเหล็กจะต้องใช้วิธีการทาบเหล็ก ซึ่งมี 2 แบบ คือการทาบแล้วผูกด้วยลวดผูกเหล็ก และการทาบแล้วเชื่อมโดยเครื่องเชื่อมไฟฟ้าหรือแก็ส ซึ่งการทาบทั้ง 2 วิธีจะต้องเสียเหล็กจำนวนมาก เนื่องจากการทาบตามข้อกำหนดงานก่อสร้างนั้น เหล็กเส้นเสริมแรงสำหรับคอนกรีตจะต้องทาบด้วยความยาว 40 เท่าของเส้นผ่านศูนย์กลาง ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายในการทาบเหล็กสูงมาก เช่น ค่าลวดผูกเหล็ก ค่าลวดเชื่อม เสียค่าแก๊สในการเชื่อม ค่าแรงงานจ้างคนในการผูกลวด ค่าแรงงานเชื่อม และเสียความแข็งแรงของเหล็กที่รอยต่อ
 
เพื่อแก้ปัญหาการต่อเหล็กแบบทาบ จึงมีผู้คิดวิธีการต่อเหล็กโดยใช้ COUPLER ซึ่งมี 2 รูปแบบ คือ

1.  การนำเหล็กเส้นไปทำเกลียวที่ Work Shop ของผู้รับจ้างทำเกลียว แต่จะมีข้อเสีย คือ
-  ลูกค้าไม่สามารถเห็นเหล็กที่ตนเองสั่งซื้อ และไม่สามารถตรวจสอบคุณภาพและจำนวนได้
-  เพิ่มค่าใช้จ่ายในการขนส่ง ( Double handing )
-  มีค่าใช้จ่ายการต๊าปเกลียวแผงอยู่กับค่า Coupler
-  เหล็กเส้นกลมจะไม่พอ จะได้เกลียวที่ไม่เต็มฟอร์ม มีผลให้ความแข็งแรง ของจุดต่อลดลง
-  เกิดเศษเหล็กจากการดายเกลียว
-  การปะปนของเหล็กหลายโครงการ ทำให้ลูกค้าอาจจะไม่ได้รับเหล็กของตัวเอง
-  ในกรณีมีการแก้ไขแบบก่อสร้าง และมีการเปลี่ยนแปลงความยาวเหล็ก ต้องรอการทำเกลียวจึงจะทำงานต่อได้
2. การที่บริษัทรับทำเกลียวเข้ามาดำเนินการให้ที่ Site งาน
         วิธีนี้สามารถลดการขนส่งซ้ำซ้อนได้ ( Double handing ) แต่จะต้องอาศัยเครนในงานก่อสร้างช่วยในการยกและขนย้ายเหล็กในการทำเกลียว ถ้าหากเหล็กที่มีรูปร่างไม่กลม จะส่งผลในเรื่องของความแข็งแรงของเกลียว อีกทั้งยังมีค่าตายเกลียว และเกิดเศษเหล็กจากการดายเกลียว นอกจากนั้นยังเกิดปัญหาเรื่องการควบคุม คุณภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในขั้นตอนในระบบ ISO 9000
แนวความคิดของ BRP
         จากหลักการและเหตุผลดังกล่าง  BRP จึงต้องมีการพัฒนาการต่อเหล็ก โดยมุ่งเน้นที่จะพัฒนาการรีดเหล็กเส้นที่ใช้ในการก่อสร้างตามมาตรฐาน มอก. เกรด SD40,SD50 โดยบั้งเป็นเกลียวตลอดทั้งเส้น เพื่อสามารถต่อเหล็ได้ทุกจุด โดยไม่ต้องนำเหล็กไปทำเกลียวที่อื่น ซึ่งจะช่วยให้การต่อเหล็กสามารถทำได้สะดวก รวดเร็ว ประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายรวมถึงพื้นที่ในการทำงาน เป็นการพัฒนาเพื่อก่อให้เกิดมูลค่าในตัวผลิตภัณฑ์ อันจะเป็นประโยชน์ในการลดต้นทุนของลูกค้าโดยตรง

ประโยชน์ของการใช้เหล็กเกลียว ONE BAR
-  ลดการสูญเสียจากการทาบต่อ
-  ไม่เกิดเศษเหล็กจากการตัดและการทำเกลียว
-  ลดค่าใช้จ่ายค่าขนส่งซ้ำซ้อนหลายครั้ง
-  ลดต้นทุนค่าเหล็กในการก่อสร้างโดยรวม
-  ลดเวลาในการก่อสร้าง เพราะสามารถตัดต่อเหล็กได้ทันทีที่มีการแก้ไขแบบเสร็จ
-  ไม่จำเป็นต้องใช้ช่างเทคนิค หรือใช้ฝีมือในการเชื่อมต่อเหล็ก
-  ไม่ต้องใช้พื้นที่หน้างาน เพื่อวางเครื่องจักรสำหรับทำเกลียว
-  สถาปนิกสามารถออกแบบให้โครงสร้างมีขนาดเล็กลง โดยแข็งแรงเท่าเดิม
-  ลูกค้าสามารถลดต้นทุนในการก่อสร้างโดยรวมได้อย่างมีประสิทธิภาพ
-  มีความปลอดภัยในการทำงาน ลดความเสี่ยงจากไฟฟ้าดูด ช็อต สะเก็ดไฟ กลิ่นควัน ของงานเชื่อม
-  ลดความแออัดของคนงานในหน่วยงานและง่ายต่อการรักษาความปลอดภัย
-  ลดค่าใช้จ่ายอื่น ๆ อีกมาก เช่น ค่าไฟฟ้าเชื่อมเหล็ก ค่าเครนขนย้าย ในการดำเนินการ

    JPG

PDF
 
ขอขอบคุณข้อมูลจาก และ

rml:
ขอบคุณ

นำร่อง

[0] ดัชนีข้อความ